การดำเนินคดีแพ่ง
          “คดีครอบครัว” หมายถึง คดีแพ่งที่ฟ้องหรือร้องขอต่อศาลหรือกระทำการใด ๆ ในทางศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์ หรือครอบครัวแล้วแต่กรณี ซึ่งจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
จากคำจำกัดความของคำว่า “ครอบครัว” ดังกล่าว อาจแบ่งความหมายออกได้ดังนี้ คือ
     
  • เป็นคดีแพ่งที่ว่าด้วยบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ทั้งบรรพ

  •      
  • เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวกับผู้เยาว์ ในส่วนที่เกี่ยวกับความสามารถหรือสิทธิหรือการสาปสูญตามที่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1

  •      
  • เป็นคดีแพ่งที่ใช้บังคับตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 เรื่องการตั้งผู้ปกครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ มาตรา 1610 และ 1692 กับเรื่องสละมรดกตามมาตรา 1611
  •           ในกรณีที่มีปัญหาว่าคดีแพ่งนั้น ๆ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่นั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 12 ได้บัญญัติทางแก้ไว้ว่า ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยซึ่งชี้ขาด และคำวินิจฉัยดังกล่าวให้เป็นที่สุด

    องค์คณะของศาลเยาวชนและครอบครัวในคดีแพ่ง แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
         

    • คดีครอบครัวที่ไม่มีผู้เยาว์เกี่ยวข้องกฎหมายกำหนดให้ศาลถามคู่ความว่าประสงค์จะให้มีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะพิจารณาคดีหรือไม่ หากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการ ก็ให้องค์คณะประกอบด้วยผู้พิพากษา 2 คน เหมือนคดีในศาลชั้นต้นทั่วไป โดยไม่มีผู้พิพากษาสมทบ
    • คดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสีย องค์คณะจะประกอบด้วยผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน และผู้พิพากษาสมทบอย่างน้อย 2 คน

    การพิจารณาและพิพากษาคดี

      • ในกรณีที่ผู้เยาว์มีประโยชน์หรือส่วนได้เสียเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว เมื่อศาลได้รับคำฟ้องหรือคำร้องใด ๆ ในคดีครอบครัวศาลต้องแจ้งให้ผู้อำนวยการสถานพินิจฯ ที่ผู้เยาว์อยู่ในเขตอำนาจทราบก่อนตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว มาตรา 117 และฟังความเห็นของผู้อำนวยการสถานพินิจฯ ก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 118
      • ในคดีครอบครัวศาลมีอำนาจที่จะเปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกัน หรือประนีประนอมยอมความกันในข้อพิพาท โดยคำนึงถึงความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัวเป็นหลัก ตลอดจนมีอำนาจตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ปกครอง ญาติของคู่ความหรือบุคคลที่ศาลเห็นสมควรเป็นผู้ประนีประนอม เพื่อให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือศาลในการไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ประนีประนอมกัน หรืออาจมอบหมายให้พนักงานสังคมสงเคราะห์ หน่วยงานสังคมสงเคราะห์หรือบุคคลใดช่วยเหลือไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ประนีประนอมกันก็ได้ ตามมาตรา 110
      • ศาลมีอำนาจแต่งตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจฯ เป็นผู้กำกับผู้ใช้อำนาจปกครองตามมาตรา 119 ในกรณีที่ผู้เยาว์ไม่มีผู้ปกครองหรือไม่มีบิดามารดา หรือมีแต่ไม่ใช้อำนาจปกครอง เพื่อสวัสดิภาพและอนาคตของผู้เยาว์ และศาลเห็นว่าไม่มีผู้อื่นเหมาะสมก็จะตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจฯ เป็นผู้กำกับปกครองผู้เยาว์ ตามมาตรา 120


    การอุทธรณ์ฎีกา

               จะเห็นได้ว่าการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีครอบครัวโดยส่วนใหญ่แล้วยังยึดหลักการพิจารณาคดีแพ่ง โดยทั่วไปการอุทธรณ์ฎีกาก็เช่นกัน คงนำหลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับอันเหมือนคดีธรรม ดังนั้น คดีใด ๆ จะอุทธรณ์ฎีกาได้หรือไม่เพียงใด จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติว่าด้วยอุทธรณ์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 252 ด้วย