ไม่มีคำว่า  “สายเกินไป”

น้อง ๆ  เคยทำผิดไหม ?
                ในชีวิตของคนทุกคนอาจเคยทำความผิดเพราะโดยพลั้งเผลอหรือด้วยความคึกคะนอง  เช่น  เคยชกปากเพื่อนที่พูดจาไม่เข้าหู  หรือเคยขโมยมะม่วงจากสวนของลุกข้างบ้าน  หรือเคยรับฝากของที่เพื่อนไปขโมยคนอื่นมา  ฯลฯ  เป็นต้น  บางคนโชคร้ายก็ถูกตำรวจจับกุมแต่ถ้าโชคดีก็รอดตัวไป  ถึงอย่างไรก็ตาม  คงมีสักวันที่จะต้องถูกจับกุมได้ถ้าหากยังคงทำผิดอยู่เรื่อย ๆ 

เพราะอะไรเด็ก ๆ  จึงทำผิดกัน
                มีหลายเหตุผลมากที่ทำให้เด็ก ๆ  ทำความผิด  ทั้งนี้  เพราะเด็กยังขาดความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ  ยังคิดไม่รอบคอบเท่ากับผู้ใหญ่  เพราะอ่อนด้อยประสบการณ์  ขาดคนชี้แนะ  ตักเตือน  จึงเป็นเหตุให้ต้องทำผิดเพราะบางคนต้องการความตื่นเต้นท้าทายบางคนไม่อยากขัดใจเพื่อน  บางคนไม่รู้วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องบางคนทำไปด้วยความเคยชินและไม่คิดว่าจะถูกจับกุม
เด็ก ๆ  แต่ละคนจึงมีเหตุของการทำความผิดไม่เหมือนกันและมีการทำความผิดหลายรูปแบบ  เด็กบางคนมีหลายสาเหตุที่ทำให้ทำความผิด  บางคนก็สาเหตุเดียว  บางคนทำความผิดครั้งเดียว  ในขณะที่บางคนทำความผิดมาหลายครั้ง  บางคนทำความเล็กน้อย ๆ  เช่น  เล่นการพนัน  ทะเลาะวิวาท  บางคนทำผิดร้ายแรง  เช่น  ฆ่าคนตาย  ข่มขืน  หรือโทรมหญิง  ฯลฯ
สำหรับเด็กที่ทำผิดในขณะที่ยังมีอายุไม่ถึง  18  ปีเต็ม  และถูกตำรวจจับกุม  ก็จะถูกส่งตัวไปที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน  น่าเสียดายสำหรับบางคนที่ยังเรียนหนังสืออยู่  หรือมีงานทำแล้ว  ทำให้เสียโอกาสดี ๆ  ในอนาคตไป

น้อง ๆ  มีโอกาสในการทำผิดไหม?
                เราพบว่าเด็ก ๆ  ส่วนใหญ่ที่กระทำผิดและถูกจับส่งเข้ามาในสถานพินิจฯ  นั้น  มักจะมีพฤติกรรมที่ไม่ค่อยเหมาะสมมาก่อน  หรือพฤติกรรมที่ทำความเดือดร้อนให้กับตนเองและทำให้เกิดกับผู้อื่นดังต่อไปนี้
-  ขี้โมโห  โกรธง่าย  มีเรื่องทะเลาะกับเพื่อนหรือคนอื่นบ่อย ๆ 
-  กลับเข้าบ้านดึงเกือบทุกวัน  ชอบจับกลุ่มกับเพื่อนไปดูหรือแข่งรถ
-  ดื่มสุราเป็นประจำ  ใช้ยาเสพติด  เช่น ดมกาว  ยาบ้า  กัญชา  ฯลฯ
-  มีเพศสัมพันธ์ไม่เลือก
-  หนีออกจากบ้านบ่อย ๆ 
-  ขาดเรียนบ่อย  ไม่สนใจเรียน  ชอบแกล้ง
-  ไม่ทำงานเป็นกิจจะลักษณะ
-  ลักเล็กขโมยน้อย
-  ฯลฯ

                น้อง ๆ  ลองคิดทบทวนถึงตัวเองดูว่า  เราเคยมีหรือทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมดังกล่าวมากน้อยเพียงใด  หากมีตั้งแต่  2  ข้อ  ขึ้นไปและทำอยู่บ่อย ๆ  แล้ว  ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะกระทำผิดและถูกจับกุมเข้าสถานพินิจฯ  แน่นอน

จะป้องกันหรือลดโอกาสเสี่ยงอย่างไรดี
                ถ้าน้อง ๆ  คิดว่าตัวเองมีโอกาสเสี่ยงต่อการทำผิดและไม่ต้องการถูกจับส่งสถานพินิจฯ  ขอให้ลองใช้วิธีการต่าง ๆ  ดังต่อไปนี้
มีความมุ่งมั่น  ตั้งใจและสัญญากับตัวเองว่า  จะปรับปรุงตัวใหม่ไม่ให้ทำพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าว  ถ้าหากตกอยู่ในสถานการณ์จำเป็นที่จะนำไปสู่การทำผิด  ก็ขอให้มีสติคิดถึงคนที่เรารัก  และคิดถึงผลที่จะตามมา  และสำหรับวิธีการแก้ไขพฤติกรรมเสี่ยง  ก็ให้ขอคำปรึกษาหรือความช่วยเหลือจากคนที่รักและหวังดีกับเรา  ได้แก่  พ่อแม่  ญาติพี่น้อง  คุณครู  เพื่อนสนิท  (ที่ดี)  แฟน  เพื่อช่วยเป็นกำลังใจหรือร่วมกันคิดหาวิธีการด้วยกัน  เพื่อแก้ไขพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าว  และกำหนดเป้าหมายพร้อมเวลาที่จะทำ  เช่น  การเลือกคบเพื่อนที่ดีและรู้จักปฏิเสธถ้าเพื่อนชวนไปทำไม่ดี  การทำงานอดิเรกหรือเล่นกีฬาหลังเลิกเรียนแทนการไปนั่งจับกลุ่มแก๊งค์กับเพื่อน ๆ  โดยไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงอีกเป็นเวลา  3  เดือนติดต่อกัน  หากทำได้สำเร็จก็หาโอกาสให้รางวัลกับตนเอง  เช่น  ชื่นชมตัวเอง  หรือซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้กับตนเองสักชุดหนึ่ง  ฯลฯ  เป็นต้น
หากพยายามทำแล้วยังไม่สำเร็จ  ก็ให้คิดในทางที่ดีและให้กำลังใจกับตนเองว่า  ตัวเรายังสามารถแก้ไขได้และตั้งใจใหม่โดยอาจไม่คุยกับคุณครู  หรืออาจารย์  หรือให้พ่อแม่พาไปขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ  เช่น  โรงพยาบาล  หรือสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในจังหวัดก็ได้  เพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมต่อไปในการแก้ไขพฤติกรรมเสี่ยง  เพื่อเป็นการป้องกันและลดโอกาสเสี่ยงในการทำผิด

 

อยู่ในสถานพินิจฯ  ดีไหม?
                กรณีที่เด็กอายุไม่ถึง  18  ปี  ทำผิดและถูกส่งตัวเข้าสถานพินิจฯ  นั้น  มีหลายคนคิดว่า  การอยู่ในสถานพินิจฯ  เป็นเรื่องไม่ดี  ซึ่งก็เป็นจริงอยู่  เพราะต้องถูกควบคุมตัวและจำกัดอิสรภาพ  ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่  ไม่ได้เรียนหนังสือ  หรือทำงาน  ไม่ได้ออกไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ  แต่ในอีกด้านหนึ่งแล้ว  การถูกส่งตัวเข้าสถานพินิจฯ  ถือว่าเป็นการให้โอกาสสำหรับเด็กที่ทำผิด  เพราะสถานพินิจฯ  มีหน้าที่ในการหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำผิดและช่วยเหลือแก้ไขให้เด็กได้ปรับปรุงตัวเป็นคนดีต่อไป
เมื่อเด็กถูกส่งตัวเข้าสถานพินิจฯ  แล้ว  หากพ่อแม่  หรือผู้ปกครองต้องการจะขอรับเด็กกลับไปดูแลเองที่บ้าน  ก็สามารถทำเรื่องขออนุญาตประกันตัวได้  แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่สถานพินิจฯ  กำหนด  หรือถ้าไม่ขอประกันตัว  ก็สามารถขอเยี่ยมเด็กได้ตามเวลาที่กำหนด
ในระหว่างที่เด็กอยู่ในสถานพินิจฯ  จะได้รับการดูแลด้านอาหาร  ที่พัก  การรักษาพยาบาล  จัดหาปัจจัยสี่ที่จำเป็นและเหมาะสมให้กับเด็ก  มีกิจวัตรประจำวันสำหรับเด็กที่คล้ายคลึงกับโรงเรียนประจำ  มีการจัดการศึกษาทั้งสายสามัญ  สายอาชีพ  และจัดกิจกรรมต่าง ๆ  สำหรับการบำบัด  แก้ไข  ทั้งทางร่างกายและจิตใจทั้งนี้  ก็เพื่อให้เด็กยอมรับและเข้าใจถึงสาเหตุแห่งการทำผิด  มีวิธีทางเลือกต่าง ๆ  มากขึ้นในการนำมาใช้เพื่อการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อการกระทำผิดอีก

ออกจากสถานพินิจฯ  หรือศูนย์ฝึกฯ  จะมีคดีติดตัวหรือไม่?
                หากน้องที่เข้ามาในสถานพินิจฯ  หรือถูกศาลสั่งให้รับการฝึกอบรมในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนไม่ได้หมายความว่าชีวิตน้อง ๆ  จะสิ้นหวัง  หรือหมดอนาคต  ภายหลังที่น้อง ๆ  ได้รับการปล่อยตัวเพราะคดีสิ้นสุดแล้วน้อง ๆ  สามารถที่จะไปสมัครงานหรือสอบเข้ารับราชการได้  เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป  เพราะจะไม่มีการบันทึกประวัติการทำผิดไว้สำหรับผู้กระทำผิดที่เป็นเด็กและ
เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน

ยังไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับน้อง ๆ 
น้อง ๆ  ที่คิดว่าตัวเองมีโอกาสเสี่ยงต่อการทำผิด  คงไม่มีใครต้องการเข้ามารับการแก้ไขในสถานพินิจฯ  ทั้งที่ยังมีโอกาสปรับปรุงตัวเอง  โดยได้อยู่กับครอบครัว  ได้เรียนหนังสือหรือทำงานในเมื่อน้องมีโอกาสดีกว่าเด็กในสถานพินิจฯ  จึงควรมาช่วยกันป้องกันไว้จะดีกว่า  ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับน้อง ๆ 

 

 

 

 

       
     

 

             

 

 

สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุรินทร์
447 ถนนสุรินทร์ - ลำชี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 32000
โทรศัพท์ 0-4471-3915-7 โทรสาร 0-4471-915
sp3210@djop.moj.go.th